วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2556

นิทาน รองเท้าแตะ..สอนคน


รองเท้าแตะ......สอนคน






เพื่อนๆเคยได้ยินคำพูดของคุณสมคิด ลวางกูร ไหมค่ะ ? เขากล่าวไว้ว่า ถ้าเรามีเงินคนละ 1บาท     แล้วเอามาแลกกัน...เราจะยังคงมีเงินคนละ1บาทเท่าเดิม   แต่ถ้าเรามีความคิดดีๆคนละ1ความคิด แล้วนำมาแลกกัน เราก็จะมีความคิดดีๆคนละ2ความคิด...
..................................................................................

รองเท้าแตะ...ถือว่าเป็นเรื่องเล่าที่ให้แง่คิดเกี่ยวกับการเป็นครูเป็นอย่างมาก จึงอยากมาเล่าให้เพื่อนๆได้ฟัง แล้วมาวิเคราะห์พร้อมกัน.. เรื่องมีอยู่ว่า..
มีคุณตาท่านหนึ่ง กำลังจะออกเดินทางไกลด้วยรถไฟ. ท่านรอรถไฟได้ไม่นาน ขบวนรถไฟได้มาถึงสถานี.เนื่องจากเป็นขบวนรถเร็วจึงจอดรับผู้โดยสารได้ไม่นาน...คุณตาจึงรีบวิ่งแล้วก้าวขาขึ้นบันได ทันใดนั้น!!!รองเท้าของคุณตาหลุดข้างหนึ่ง แต่รถไฟได้วิ่งออกจากสถานีแล้ว...ท่านไม่รีรอช้ารีบถอดรองเท้าอีกข้างหนึ่ง แล้วโยนลงไปให้อยู่คู่กัน ...

การกระทำดังกล่าวอยู่ในสายตาของผู้คนบนรถไฟ ต่างก็ซุบซิบต่างๆนานาว่า..คนอะไร เสียรองเท้าไปข้างเดียวก็น่าเสียดายแย่  ยังจะโยนรองเท้าทิ้งอีกข้างลงไป..คุณตาท่านนี้สติไม่ค่อยครบแน่นอน!!  ไม่นานมีผู้ชายคนหนึ่งถามคุณตาว่า ทำไมคุณตาทำอย่างนั้น? ไมเสียดายรองเท้าเหรอ?คุณตายิ้ม
แล้วพูดว่า รองเท้าข้างเดียวจะไปมีประโยชน์อะไร หากทิ้งให้มันครบคู่ เผื่อคนที่ยากไร้มาเจอ แล้วหยิบใส่มัน จะไม่เป็นการสร้างประโยชน์กว่าเหรอ......................ทุกคนอึ้งกับ คำตอบของผู้ที่ได้รับนามว่าสติไม่ครบ.
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าทุกคนเป็นครูซึ่งกันและกัน และการสอนที่ดีที่สุดคือ การเป็นแบบอย่างที่ดี พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีของลูก พี่เป็นแบบอย่างที่ดีของน้อง  ครูเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกศิษย์...ดิฉันเชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นครูที่ดีได้ค่ะ..



.......................................................

วันพฤหัสบดีที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ครูดี สร้างได้

ครูดี  สร้างได้
นิทานเรื่อง จันทโครพ...ถือว่าเป็นเรื่องเล่าที่ให้แง่คิดเกี่ยวกับอาชีพครูเป็นอย่างมาก จึงอยากมาเล่าให้เพื่อนๆได้ฟัง แล้วมาวิเคราะห์พร้อมกัน..เรื่องมีอยู่ว่า





จันทโครพ...เป็นลูกกษัตริย์ เดินทางเข้าป่าเพื่อไปเรียนวิชากับฤาษี.เมื่อเรียนจบฤาษีได้มอบผอบวิเศษให้แก่ จันทโครพ และสั่งไว้ว่า ห้ามเปิดระหว่างทางเด็ดขาด จะเปิดได้ก็ต่อเมื่อกลับไปถึงเมืองตัวเองเสียก่อน.ในขณะที่เดินทางอยู่กลางป่าก็เกิดความสงสัยว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จึงขัดคำสั่งฤาษีแล้วเปิดผอบ.ทังใดนั้นนางโมรา สาวสวย ก็ปรากฏตรงหน้าเขา ด้วยความหลงเสน่ห์ ทั้งสองจึงได้เสียกัน.



ขณะเดินทางกลับเมืองโจรเข้าปล้นจันทโครพ จึงเกิดการต่อสู้กันอย่างชุลมุน ขณะเหวี่ยงกันไป เหวี่ยงกันมา ดาบหลุดจากมือจันทโครพ จึงตะโกนบอกนางโมราให้ช่วยหยิบดาบให้พี่หน่อย นางโมรารีบวิ่งไปเก็บดาบในมือ...มองเห็นโจร ที่มีร่างกายบึกบึน เกิดหวั่นไหวเลยนึกรัก นางตัดสินใจส่งดาบให้โจรแทงจันทโครพตาย
เรื่องจบแค่นี้แต่นักวิชาการและนักปราชญ์ได้นำเรื่องนี้มาวิเคราะห์ต่อว่า

ความวิบัติ ของจันทโครพ เกิดจากใคร?
บางคนตอบว่า เป็นความชั่วของนางโมรา หญิงแพศยาที่มักมากในกามคุณ
บางคนบอกว่า คนผิดตัวจริงคือจันทโครพ ที่ไม่รักษาสัจจะ ถ้าไม่เปิดผอบ ตัวเองก็ไม่ตาย
บางคนบอกว่าความผิดทั้งหมดผิดที่โจรป่า ที่เป็นคนชั่ว เพราะถ้าเป็นคนดี ก็จะไม่ปล้นใคร และไม่ฆ่าใคร
สุดท้ายปราชญ์ก็เฉลยว่า คนที่ผิด คือ ฤาษี ที่สอนจันทโครพ และ สร้างนางโมรา
ฤาษีสอนแต่วิชาความรู้ แต่ลืมสอนธรรมะ ทำให้จันทโครพไม่ซื่อสัตย์
ฤาษีเนรมิตนางโมรา มีเสน่ห์ชวนหลงใหล แต่ลืมใส่ธรรมะ ใส่ความดี ทำให้นางหลงผิดหลงระเริงในกาม
คนเก่ง.....แต่ไม่ดี    คนสวย......แต่ไม่ดี
จะทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน วุ่นวาย วิบัติ
ครูอย่างเรามีหน้าที่ปั้นเด็ก และสอนความรู้แก่เขา ก็อย่าลืมใส่คุณธรรมความดีด้วยเช่นกัน..
 ท้ายสุดนี้ขอฝากไว้ว่า
หมอมีหน้าที่ซ่อมร่างกาย....ส่วนครูมีหน้าที่ซ่อมจิตวิญญาณ….
ถ้าหมอวางยาผิด.....คนไข้ก็จะตาย
หากครูให้ความรู้ที่ผิด....ศิษย์จะใช้ชีวิตที่ผิดพลาดจนวันตาย....
อ้างอิง ฉันฉันน์ ลวางกูร. เปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาส  (2555 :33-38)


                                                                                                                               
ครูที่ดี.............................คืออะไรสำหรับคุณ......

วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

โทรทัศน์ครู.....วิธีสอนวิทาศาสตร์เด็กประถม

                                 

โทรทัศน์ครู.....วิธีสอนวิทาศาสตร์เด็กประถม


                                              ลิงก์... http://www.thaiteachers.tv/vdo2.php?id=188


      การที่ประเทศเรามีการพัฒนาการเรียนการสอนในรูปแบบของ Teacher TV นั้นถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก เป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยยุคใหม่ ครูไทยยุคใหม่ ได้พัฒนาโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะคนที่ประกอบอาชีพครู จะได้มีแหล่งความรู้ที่รวบรวมวิธีปฏิบัติในด้านการเรียนการสอนที่ดี ได้เห็นวิธีการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมโยงการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะในวิชาชีพครู นอกจากนี้ Teacher TV ยังเป็นเครื่องมือสำหรับสนับสนุนการพัฒนาครูรุ่นใหม่ได้อีกด้วย
        นี่คงเป็นอีกขั้นของการพัฒนาทางด้านการศึกษาของไทย และคงมีการพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่องเพื่อ ครูไทย เด็กไทย และสังคมไทย ที่ดีขึ้นกว่าเดิม




วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์ให้สนุก 7 ประการ

เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์ให้สนุก 7 ประการ


การสอนวิทยาศาสตร์ตามรูปแบบ 7 ประการที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ได้ผสมผสาน วิธีการสืบเสาะหาความรู้ด้วยตนเอง การใช้ความคิดทางด้านต่างๆ และการเรียนรู้ โดยนักเรียนเป็นศูนย์กลางเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเด็กๆ โดยเฉพาะในระดับประถมและมัธยมต้น
จะสนุกกับวิธีการสอนและอุปกรณ์ต่างๆ ที่นำมาให้พวกเขา ได้ทดลองวิธีนี้จึงจัดว่าเป็นการสอนโดยใช้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง รูปแบบ 7 ข้อนี้ได้เรียงลำดับ ไว้เพื่อความเหมาะสมในการสอนทุกๆ ข้อมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันและไม่จำเป็นว่าจะต้องนำไปปฏิบัติ เรียงตามลำดับนี้ เพราะจุดประสงค์ของรูปแบบการสอนนี้มีไว้เพื่อเป็นกรอบความคิดทาง การสอนได้หวังว่าครูจะต้องนำไปปฏิบัติตาม การสอนแบบนี้จะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียน และค้นพบความรู้ด้วยตนเอง บนโครงสร้างพื้นฐานของการเรียนรู้จากหลายๆ แขนง เช่น ตรรกวิทยา คณิตศาสตร์ ดนตรี ภาษาศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้นักเรียนค้นพบ วิทยาศาสตร์ จากแง่มุมต่างๆ ได้ องค์ประกอบทั้ง 7 ประการคือ

การคาดหมาย (Expectation)
หมายถึง วัตถุประสงค์กว้างๆ เป็นแนว ความคิดหรือการสร้างภาพกว้างๆ เกี่ยวกับบทเรียนขึ้นมา ครูจะต้องมีความยืดหยุ่นที่จะ ปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์นี้ไปตามสถานการณ์ จึงจะมีประสิทธิภาพ เพราะหากเราจำกัดวัตถุ ประสงค์เกินไป ไม่เปิดกว้าง จะทำให้ไม่สามารถเห็นความสนใจและความก้าวหน้าของ นักเรียนได้อย่างแท้จริง ดังนั้นผลสุดท้ายของวัตถุประสงค์จึงอาจจะถูกเปลี่ยนไปได้จาก แรกเริ่มอย่างที่เรียกว่าหน้ามือเป็นหลังมือก็ได้ ตัวอย่างเช่น ในการสอนเรื่องวงจรไฟฟ้า วัตถุประสงค์เริ่มต้นนั้นมีเพียงแค่ให้นักเรียนเกิดความสนใจในรูปแบบของวงจร เปิด วงจรปิด วงจรขนาน แต่เมื่อจบบทเรียนจริงๆ แล้วเด็กๆ อาจจะถึงกับสามารถสร้าง เครื่องวิทยุอย่างง่ายๆ ขึ้นเองได้ ดังนั้นเมื่อเด็กๆ รู้ว่าตนได้รับการเปิดกว้างในการเรียน วิทยาศาสตร์จากครูเต็มที่ เขาก็จะเริ่มตั้งคำถามต่อสิ่งต่างๆ และค้นหาสิ่งที่อยากรู้มากขึ้น

สิ่งล่อใจ (Enticement)
คือ กิจกรรมที่จะสามารถชักชวนให้เด็กๆ สนใจ จะเรียนรู้ อาจจะออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น การใช้วีดีโอ การเล่าเรื่องสั้น การจัดตกแต่ง ห้องเรียน การใช้เสียงประกอบ ใช้อารมณ์ขันหรือการสาธิตให้ดู

การเข้าร่วมกิจกรรม (Engagement)
ช่วยให้เกิดความเข้าใจใน บทเรียน โดยอาจจะเป็นการนำเสนอหน้าชั้น การสาธิต หรือการทำกิจกรรมร่วมกัน

การอธิบาย (Explanation)
หลังจากที่ได้ช่วยกันพิจารณาวัตถุประสงค์ ที่ตั้งไว้จนเกิดความเข้าใจแล้ว ก็จะเป็นช่วงที่นักเรียนจะมีการอภิปรายร่วมกัน ในการอธิบาย แนวความคิดหลักต่างๆ ทั้งครูและนักเรียนอาจเป็นผู้ริเริ่มหัวข้าสนทนาได้ทั้งในกลุ่มเล็กและ กลุ่มใหญ่ แหล่งที่มาของข้อสนทนาก็อาจจะมาได้จากแหล่งต่างๆ นอกเหนือจากในหนังสือ เรียนสื่อที่จะช่วยการอธิบายก็มีเช่น การใช้สมุดภาพ การไปทัศนศึกษาเพื่อให้นักเรียนเห็น ของจริง ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต หรือห้องสมุดโรงเรียนก็จะเป็นแหล่งข้อมูลทั้งทางทฤษฎี และปฏิบัติ นอกจากนี้กิจกรรมภายในบ้าน เช่น การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ก็ช่วยเชื่อมโยง กับบทเรียนได้อีกด้วย

การค้นหา (Exploration)
จะช่วยผลักดันให้นักเรียนพิจารณาความรู้ และประสบการณ์ที่มีอยู่ นำมาเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ของชั้นเรียน การทำกิจกรรมด้วย ตนเอง เป็นสิ่งสำคัญในการเรียนวิทยาศาสตร์ และสิ่งนี้จะดึงดูดความสนใจนักเรียนและ จะช่วยทำให้บรรยากาศในชั้นเรียนดีขึ้นได้ การที่ครูจัดเตรียมอุปกรณ์การทดลอง และ การทดลองหลากหลายไว้ให้ จะช่วยเพิ่มขอบเขตความคิดของนักเรียน

การขยายความ (Extension)
เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนนำความรู้ ของตนมาปรับใช้กับสถานการณ์ต่างๆ รู้จักหาคำตอบต่อคำถามที่ว่า “มันจะเป็นอย่างไรถ้า…..” ครูสามารถจะให้นักเรียนใช้ความรู้ของตนมาใช้ทดลองเองกับอุปกรณ์ที่มีอยู่ใน ห้องเรียน ให้ทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบทเรียน เพื่อที่จะให้นักเรียนสามารถค้นพบคำตอบด้วยตนเอง
หลักฐาน (Evidence)
เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนสะท้อนความรู้ ความคิดของตนออกมาทางการเขียนที่มิใช่การทำข้อสอบ นักเรียนจะต้องเขียนผลลัพธิ์ของ การทดลองเพื่อฝึกการจัดระบบความคิด และเชื่อมโยงความคิดกับความรู้สึก ประสบการณ์ที่มี และเรามีแนวการเขียนรายงานสั้นๆเรียกว่า ฟอร์ กอล์ฟเฟอร์ (FGOLFeRS) ซึ่งเป็นการ เขียนรายงานที่เริ่มด้วยการวาดโครงร่างของกระบวนการและผลลัพธ์ของการทดลอง จากนั้น ให้สะท้อนความรู้สึกในระหว่างที่ทำกิจกรรมนั้น เชื่อมโยงกับประสบการณ์ที่ผ่านมาและแนวคิด ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ฟอร์ กอล์ฟ เฟอร์ประกอบด้วย
F – Find
กล่าวถึงสิ่งที่เราต้องการจะค้นหา โดยให้วัตถุประสงค์ของการทำการทดลองนั้นๆ
G – Guess
กล่าวถึงผลลัพธ์ที่เราคาดเดาไว้ก่อนทำการทดลอง
O – Order
กล่าวถึงลำดับขั้นของการทำการทดลอง
L – Learn
กล่าวถึงสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการทำการทดลองนั้น
Fe – Feeling
เรามีความรู้สึกอย่างไรในระหว่างที่ทำการทดลอง และรู้สึกอย่างไรหลังจากทดลองแล้วเสร็จ
R – Remind
กล่าวถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากการทดลองนี้ทำให้เรานึกถึงเหตุการณ์อื่นๆที่ผ่านมาบ้างหรือไม่ และเกี่ยวข้องกันอย่างไร
S – Science
คิดว่าการทดลองนี้มีผลกระทบต่อวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันและอนาคตอย่างไร เราคิดว่ามันมีประโยชน์หรือไม่ อย่างไร
เพราะวิชาวิทยาศาสตร์จะต้องอิงอยู่กับการทดลองเสียเป็นส่วนมาก ดังนั้น การเขียนรายงานจึงเป็นวิธีหนึ่งที่จะแสดงความเข้าใจในเนื้อหา แต่อย่างไรก็ตามการ เขียนรายงานก็อาจจะต้องเสียเวลามาก ดังนั้นการประมวลความรู้ ร่วมกับเพื่อนๆ จะช่วยเพิ่มคุณภาพของการเขียนและลดเวลาที่ครู จะให้คะแนนลงไปได้ หรือเราอาจจะให้นักเรียนในกลุ่มเล็กๆ ช่วยกัน เติมข้อความหรือวาดโครงร่างเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้เรียน ได้ใช้กลยุทธ ในการเรียนหลายๆ แบบ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดในการใช้แนวคิดนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นอิสรภาพ ในการเลือกและเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับชีวิตจริงของเรา


ขอบคุณที่มา 

http://www.learnsanook.info เรียนสนุก

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

คาร์บอน ฟุตพริ้นท์

คาร์บอน ฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) คืออะไร



เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทีติดบนสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ นั้น เป็นการแสดงข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ทราบว่า
ตลอดวัฎจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณเท่าไหร่ ตั้งแต่
กระบวนการหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการกำจัดเมื่อกลายเป็นของเสีย ซึ่งจะเป็นการสร้างความ
ตระหนักและสร้างการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดปัญหาโลกร้อน
การวิเคราะห์คาร์บอนฟุตพริ้นท์ ใช้การประเมินวัฎจักรชีวิต (Life Cycle Assessment : LCA) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ในการ
ประเมินศักยภาพของการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพบรรยากาศ (Climate Change Potential) ที่เป็นผลมาจาก
การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ รวมทั้งก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ โดยตลอดวัฎจักรชีวิตผลิตภัณฑ์และบริการ
 แสดงผลในเชิงปริมาณ คือ เทียบเท่ากับศักยภาพการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของก๊าซคาร์บอน
ไดออกไซต์เป็นกิโลกรัม (kg COequivalent)
การแสดงข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จะสร้างความตระหนักให้กับผู้บริโภค รวมทั้งกระตุ้นให้ภาคการผลิตหาแนวทางการ
จัดการเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
ให้มากขึ้น เป็นแนวทางพัฒนาไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Society) ที่หลายประเทศกำหนดไว้

การแบ่งเซลล์

การแบ่งเซลล์




วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สิ่งมีชีวิต



สิ่งมีชีวิต
 ความแตกต่างระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตนั้นมีหลายประการ   ในการศึกษาทางด้านชีววิทยามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องสามารถแยกให้ได้ว่าสิ่งใดคือสิ่งมีชีวิตและสิ่งใดคือสิ่งไม่มีชีวิตเสียก่อน จึงสามารถศึกษาในขั้นต่อไปได้อย่างถูกต้อง 


ลักษณะที่สำคัญของสิ่งมีชีวิต ได้แก่
1. สิ่งมีชีวิตมีโครงสร้างและการทำหน้าที่อย่างเป็นระบบ (organization) 
2. สิ่งมีชีวิตมีการรักษาดุลภาพของร่างกาย (homeostasis)  
3. สิ่งมีชีวิตมีการปรับตัว (adaptation)  
4. สิ่งมีชีวิตมีการสืบพันธุ์และถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม (reproduction and heredity)
5. สิ่งมีชีวิตมีการเจริญเติบโตและพัฒนารูปร่าง (growth and development)
6. สิ่งมีชีวิตต้องการพลังงาน (energy) และสร้างพลังงาน
7. สิ่งมีชีวิตมีการรับรู้ต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น (sensitivity)  

เนื่องจากสิ่งมีชีวิตมีจำนวนมาก จึงมีการจัดหมวดหมู่เพื่อง่ายต่อการแยก

ปัจจุบันมีสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการจำแนกชนิดประมาณ 2 ล้านชนิด โดยจำแนกออกเป็นอาณาจักร(Kingdom) ต่าง ๆกันถึง 5 อาณาจักร ซึ่งเป็นระบบที่นิยมกันมากที่สุดในปัจจุบัน
                            โดยการแบ่งตามลำดับชั้นจากกลุ่มใหญ่ที่สุดลงไปถึงชนิดดังนี้
อาณาจักร (Kingdom)
ไฟลัม (Phylum) ของสัตว์ หรือดิวิชัน (Division) ของพืช
ชั้น (Class)
อันดับ (Order)
วงศ์ (Family)
สกุล (Genus)
ชนิด (Species)

การจำแนกอาณาจักรสิ่งมีชีวิต ออกเป็น 5 อาณาจักรดังนี้
  1. อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera)
  2. อาณาจักรเห็ดรา (Kingdom Fungi)
  3. อาณาจักรโพรทิสตา (Kingdom Protista)
  4. อาณาจักรพืช (Kingdom Plantae)
  5. อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia)
อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera)

มอเนอราเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวกเซลล์เดียวที่ไม่มีนิวเคลียส หรือไม่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียส เรียกสิ่งมีชีวิตพวกนี้รวมๆ ว่า โพรแคริโอต (Prokaryote) ได้แก่ แบคทีเรีย และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน หรือไซอาโนแบคทีเรีย(cyanobacteria)

อาณาจักรเห็ดรา (Kingdom Fungi)
                เห็ดราเป็นสิ่งชีวิตที่เซลล์มีนิวเคลียสหรือมีเยื่อหุ้มนิวเคลียสเรียกว่า ยูแคริโอต (eukaryote) อาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่เซลล์เดียวหรือหลายเซลล์ ไม่มีคลอโรฟิลล์ สังเคราะห์อาหารเองไม่ได้ กินอาหารโดยสร้างน้ำย่อยแล้วปล่อยออกมาย่อยสารอินทรีย์จนเป็นโมเลกุลเล็กและดูดเข้าเซลล์ (saprophyte) ได้แก่ เห็ดและราชนิดต่างๆ

อาณาจักรโพรทิสตา (Kingdom Protista)
                โพรทิสตาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์ชนิดยูแคริโอต มีทั้งชนิดเซลล์เดียวและหลายเซลล์ ได้แก่ สัตว์เซลล์เดียว (protozoa) สาหร่ายต่างๆได้แก่ สาหร่ายสีเขียว สาหร่ายสีน้ำตาล สาหร่ายสีแดง สาหร่ายสีทอง เช่น ไดอะตอม

อาณาจักรพืช (Kingdom Plantae)
                พืชเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ เซลล์เป็นชนิดยูแคริโอต มีสารสีเพื่อการสังเคราะห์ด้วยแสงเรียกว่าคลอโรฟิลล์ ซึ่งมีหลายชนิด มีผนังเซลล์เป็นสาร เซลลูโลส สืบพันธุ์ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ มีวัฏจักรชีวิตแบบสลับ  (alternation of generation) 

อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia)
                สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ประกอบด้วยเซลล์ชนิดยูแคริโอต การจำแนกเป็นไฟลัมต่างๆใช้ลักษณะสำคัญคือ จำนวนชั้นของเนื้อเยื่อ ช่องภายในตัว ปล้องขา ลำตัว ชนิดของท่อทางเดินอาหาร สมมาตร(symmetry) ของลำตัว ชนิดของระบบไหลเวียน และการพัฒนาของระบบอื่นๆ แบ่งออกเป็นสอง ซับคิงดอม(Subkingdom) คือ ซับคิงดอมพาราซัว (Parazoa) ได้แก่ฟองน้ำและซับคิงดอมเมทาซัว (Metazoa) ได้แก่สัตว์อื่นๆที่เหลือ ซึ่งแบ่งย่อยเป็นไฟลัมต่างๆมากถึง 30 ไฟลัมในปัจจุบัน แต่ที่สำคัญมี 10 ไฟลัม






    
 ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดของสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม โดยการลำดับขั้นของการกินแบบต่าง ๆ ตลอดจนการหมุนเวียน ของสารแร่ธาตุและการถ่ายทอดพลังงาน จนทำให้เกิดองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต เรียกว่า ระบบนิเวศ
ประเภทของระบบนิเวศ 1) ระบบนิเวศพื้นดิน 
  2) ระบบนิเวศน้ำ

บทบาทของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ
ในระบบนิเวศสิ่งมีชีวิตจะมีบทบาทแตกต่างกัน ซึ่งสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ
1.ผู้ผลิต (Producer) เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถสร้างอาหารได้ 

2. ผู้บริโภค (Consumer) เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง ต้องได้รับ
อาหารโดยกินผู้ผลิต
3. ผู้ย่อยสลาย(Decomposer) เป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงชีวิตและได้พลังงานมาใช้ด้วย
การย่อยสลายอินทรีย์สารแล้วดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย 

ความสัมพนธ์
ในระบบนิเวศธรรมชาติสิ่งมีชีวิตมีความสัมพันธ์ต่อกันในเชิงระบบ ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม
ซึ่งสามารถอธิบายความสัมพันธ์ที่มีต่อกันนั้นได้โดยผ่านทางกลไก 3 ประการ
 ได้แก่
1. ห่วงโซ่อาหาร คือ การกินกันอย่างเป็นลำดับขั้น 

2. การถ่ายทอดพลังงาน คือ การถ่ายทอดพลังงานจากอาหารการกินกันอย่างเป็นลำดับขั้น
3. วัฏจักรสารอาหารในระบบนิเวศ คือ ผลพวงที่เกิดมาจากการย่อยสลายของกลุ่มผู้ย่อยสลายในระบบนิเวศ